ค้นหา ค้นหา

ข่าวสาร

by Hisense Thailand Team on
2026 May 21

ไฮเซนส์ จับมือ ติมอร์-เลสเต ลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไฮเซนส์ จับมือ ติมอร์-เลสเต ลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดิลี, ติมอร์-เลสเต — เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท ไฮเซนส์ (Hisense Group) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ ณ กรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์-เลสเต โดยมี นายฟรานซิสโก คาลบูอาดี เลย์ (Francisco Kalbuadi Lay) รองนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และ นายเจีย เซ่าเฉียน (Jia Shaoqian) ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ไฮเซนส์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy), สมาร์ทโฮม (Smart Homes), การศึกษาดิจิทัล (Digital Education), ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ (Automotive Electronics) และระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Transportation) เพื่อเร่งบูรณาการนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไฮเซนส์เข้ากับลักษณะการใช้งานจริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการเมืองและมาตรฐานการบริการสาธารณะของติมอร์-เลสเตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของหมู่เกาะอินโดนีเซีย และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เยาว์วัยที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ในฐานะสมาชิกใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดเกิดใหม่ของภูมิภาค ติมอร์-เลสเตกำลังเร่งขับเคลื่อนการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการดำเนินการระดับโลกเพื่อการพัฒนาร่วมกัน ครั้งที่ 3 (Third High-Level Conference of the Forum on Global Action for Shared Development) รองนายกรัฐมนตรีฟรานซิสโก คาลบูอาดี เลย์ ได้นำคณะผู้แทนพิเศษเข้าเยี่ยมชมกิจการของไฮเซนส์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติร่วมกันในการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและขยายความร่วมมือทางธุรกิจ

การลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถือเป็นการนำฉันทามติดังกล่าวมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมมิตรภาพอันดีระหว่างจีนและติมอร์-เลสเต พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันไปสู่ระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายเจีย เซ่าเฉียน ประธานกรรมการไฮเซนส์ ยังได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานฉลองวันชาติของติมอร์-เลสเต และพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์ประชุมนานาชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นในความร่วมมือระดับท้องถิ่น

การที่อินโดนีเซียและติมอร์-เลสเตต่างทยอยเลือกไฮเซนส์เป็นพันธมิตรหลักในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอย่างสูงต่อไฮเซนส์ ทั้งในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี การจัดวางโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรัชญาของแบรนด์ และกลยุทธ์การดำเนินงานระยะยาว อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งให้ไฮเซนส์รุกคืบและขยายการเติบโตในตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ

ปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักและเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดและมีพลวัตสูงสุดในโครงสร้างธุรกิจระดับโลกของไฮเซนส์ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ของไฮเซนส์ในอาเซียนสูงถึง 18.7% ขณะที่กลุ่มธุรกิจแบรนด์ไฮเซนส์มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีอยู่ที่ 27.4% ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของปีนี้ ธุรกิจแบรนด์ไฮเซนส์ในอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 37.7% ด้วยความได้เปรียบจากการดำเนินงานในท้องถิ่น ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิต การขาย และการบริการ ส่งผลให้ไฮเซนส์สามารถสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดอาเซียน อาทิ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยมีอิทธิพลของแบรนด์และส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับติมอร์-เลสเตในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของไฮเซนส์ในการเจาะตลาดอาเซียนและเร่งขับเคลื่อนธุรกิจสู่ระดับสากล ในอนาคต ไฮเซนส์จะยังคงเดินหน้าส่งออกเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันชั้นนำ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับอินโดนีเซีย ติมอร์-เลสเต และประเทศอื่น ๆ ไฮเซนส์จะผลักดันการดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างมั่นคง เพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย พร้อมร่วมจารึกบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนมีส่วนร่วมอย่างแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิภาคสืบไป